<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Online Marketing &#124; iPhone iPad Facebook Application</title>
	<atom:link href="http://intbizth.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://intbizth.com</link>
	<description>iPhone iPad Facebook Application</description>
	<lastBuildDate>Tue, 24 Jan 2012 08:49:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>10 หลักการ Usability ที่มีประโยชน์</title>
		<link>http://intbizth.com/10-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-usability-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://intbizth.com/10-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-usability-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2011 19:16:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Web Design]]></category>
		<category><![CDATA[usability]]></category>
		<category><![CDATA[web usability]]></category>
		<category><![CDATA[Website]]></category>
		<category><![CDATA[การออกแบบเว็บ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://intbizth.com/?p=891</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://intbizth.com/10-%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-usability-%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%82%e0%b8%a2%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iOS UI Element Usage Guidelines ภาค 1</title>
		<link>http://intbizth.com/ios-ui-element-usage-guidelines-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-1/</link>
		<comments>http://intbizth.com/ios-ui-element-usage-guidelines-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 21 Nov 2011 18:55:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[iPhone Design]]></category>
		<category><![CDATA[IOS UI Element]]></category>
		<category><![CDATA[UI Element]]></category>
		<category><![CDATA[UI Guidelines]]></category>
		<category><![CDATA[User interface Guildlines]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://intbizth.com/?p=888</guid>
		<description><![CDATA[จะเป็นประโยชน์ต่อคุณมากถ้าคุณรู้ข้อกำหนดของการเลือกใช้ element ต่างๆที่มีอยู่มากมายใน iOS ระหว่างที่คุณกำลังออกแบบหน้าตาของแอปพลิเคชั่นของคุณ คุณควรจำไว้เสมอว่า “ผู้ใช้คาดหวังที่จะเห็นสิ่งที่เค้าคุ้นเคย และใช้งานแอปพลิเคชันของคุณแบบเดียวกันกับแอปพลิเคชันอื่นๆที่เค้าเคยใช้มาก่อนในเครื่อง ” Bar Status bar, navigation bar, tab bar และ tool bar คือส่วนประกอบบังคับที่ต้องมีในแอปพลิเคชัน แถบต่างๆนี้ไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกๆแอปพลิเคชัน บางแอปจะไม่แสดงบางอัน แต่ถ้ามันถูกแสดง คุณควรจะต้องใช้ให้ถูกต้องนะคะ Status bar (แถบแสดงสถานะ) มีไว้เพื่อแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวเครื่องและสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน status bar http://developer.apple.com/library/safari/#documentation/UserExperience/Conceptual/MobileHIG/UIElementGuidelines/UIElementGuidelines.html Appearance and Behavior แถบแสดงสถานะจะปรากฏอยู่ตรงส่วนบนสุดของหน้าจอไม่ว่าเครื่องจะอยู่ในทิศทางใดก็ตาม และจะแสดงข้อมูลต่างๆเช่นการเชื่อมต่ออินเตอร์เนต เวลา และปริมาณคงเหลือของแบตเตอรี่ ” สำหรับไอโฟน แถบแสดงสถานะจะเป็นสีอะไรก็ได้ แต่ไอแพดจะต้องเป็นสีดำเท่านั้น ” Guidelines 1.การซ่อนstatus bar( แถบแสดงสถานะ ) คุณไม่ควรทำถ้าแอปพลิเคชันของคุณไม่ใช่เกมส์หรือต้องแสดงผลการดูแบบเต็มจอเพราะมันจะกระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้ เช่นสมมุติว่าเค้าต้องการจะชาตแบตเตอรี่เครื่อง ก็จะต้องออกจากแอปของคุณก่อนซึ่งก็จะทำให้เค้าใช้งานยากขึ้น *ในกรณีของไอแพด ยิ่งไม่จำเป็นเลยที่จะต้องซ่อนมัน เพราะ status [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>จะเป็นประโยชน์ต่อคุณมากถ้าคุณรู้ข้อกำหนดของการเลือกใช้ element ต่างๆที่มีอยู่มากมายใน iOS ระหว่างที่คุณกำลังออกแบบหน้าตาของแอปพลิเคชั่นของคุณ คุณควรจำไว้เสมอว่า “ผู้ใช้คาดหวังที่จะเห็นสิ่งที่เค้าคุ้นเคย และใช้งานแอปพลิเคชันของคุณแบบเดียวกันกับแอปพลิเคชันอื่นๆที่เค้าเคยใช้มาก่อนในเครื่อง ”</p>
<p><strong>Bar</strong></p>
<p>Status bar, navigation bar, tab bar และ tool bar คือส่วนประกอบบังคับที่ต้องมีในแอปพลิเคชัน แถบต่างๆนี้ไม่จำเป็นต้องมีอยู่ในทุกๆแอปพลิเคชัน บางแอปจะไม่แสดงบางอัน แต่ถ้ามันถูกแสดง คุณควรจะต้องใช้ให้ถูกต้องนะคะ</p>
<p><strong>Status bar (แถบแสดงสถานะ)</strong></p>
<p>มีไว้เพื่อแสดงข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับตัวเครื่องและสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน</p>
<p><img class="alignnone" title="Bar ios ui element" src="http://academy.intbizth.com/wp-content/uploads/2011/01/status-bar1.jpg" alt="Bar ios ui element" width="464" height="65" /></p>
<p>status bar</p>
<p>http://developer.apple.com/library/safari/#documentation/UserExperience/Conceptual/MobileHIG/UIElementGuidelines/UIElementGuidelines.html</p>
<p><strong><em>Appearance and Behavior</em></strong></p>
<p>แถบแสดงสถานะจะปรากฏอยู่ตรงส่วนบนสุดของหน้าจอไม่ว่าเครื่องจะอยู่ในทิศทางใดก็ตาม และจะแสดงข้อมูลต่างๆเช่นการเชื่อมต่ออินเตอร์เนต เวลา และปริมาณคงเหลือของแบตเตอรี่</p>
<p>” สำหรับไอโฟน แถบแสดงสถานะจะเป็นสีอะไรก็ได้ แต่ไอแพดจะต้องเป็นสีดำเท่านั้น ”</p>
<p><strong><em>Guidelines</em></strong></p>
<p><strong>1.การซ่อนstatus bar</strong>( แถบแสดงสถานะ ) คุณไม่ควรทำถ้าแอปพลิเคชันของคุณไม่ใช่เกมส์หรือต้องแสดงผลการดูแบบเต็มจอเพราะมันจะกระทบต่อการใช้งานของผู้ใช้ เช่นสมมุติว่าเค้าต้องการจะชาตแบตเตอรี่เครื่อง ก็จะต้องออกจากแอปของคุณก่อนซึ่งก็จะทำให้เค้าใช้งานยากขึ้น</p>
<p>*ในกรณีของไอแพด ยิ่งไม่จำเป็นเลยที่จะต้องซ่อนมัน เพราะ status bar ใช้พื้นที่หน้าจอน้อยมาก หน้าตาของมันก็ไม่ได้กระทบกับผู้ใช้มากด้วยเนื่องจากมันเป็นสีดำ ดูกลมกลืนเป็นส่วนเดียวกันไปกับตัวเครื่อง</p>
<p><strong>2. การซ่อนstatus bar และUI ต่างๆ ขณะที่คนกำลังใช้โหมดเต็มจอ</strong> คุณต้องออกแบบให้ผู้ใช้สามารถเรียกสิ่งนั้นๆกลับมาด้วยการเคาะครั้งเดียว อย่างน้อยที่สุด ถ้าคุณมีเหตุผลที่ต้องซ่อนจริงๆ ควรหลีกเลี่ยงการให้ผู้ใช้หาทางนำ status bar กลับมาเองเพราะผู้ใช้จะไม่ชอบที่จะหาวิธีหรือจดจำมัน</p>
<p><strong>3.เครื่องบ่งชี้เครือข่ายอินเตอร์เนต (network indicator)</strong> จะปรากฏอยู่ในแถบนี้ด้วย เพื่อแสดงให้ผู้ใช้รู้ถึงระดับสัญญาณของอินเตอร์เนตในช่วงนั้นๆ</p>
<p><strong>4. สีของ status bar</strong> สำหรับไอโฟน ควรใช้สีเทา สีดำทึบ หรือสีดำโปร่งใส (ค่าอัลฟ่า 0.5) เวลาใช้ควรเลือกใช้สีของ status bar ที่เหมาะกับส่วนอื่นๆในแอป เช่น หลีกเลี่ยงการใช้ status bar โปร่งใส ในขณะที่ navigation bar เป็นสีทึบ</p>
<p>การเปลี่ยนสีของ status bar บนไอโฟนควรจะเป็นแบบเคลื่อนไหว แถบเก่าจะค่อยๆเคลื่อนที่ออกพอดีกับที่แถบใหม่เคลื่อนเข้ามาแทนที่</p>
<p><img class="alignnone" title="status bar color ios ui element" src="http://academy.intbizth.com/wp-content/uploads/2011/01/status-bar_color1.jpg" alt="status bar color ios ui element" width="323" height="122" /></p>
<p>http://developer.apple.com/library/safari/#documentation/UserExperience/Conceptual/MobileHIG/UIElementGuidelines/UIElementGuidelines.html</p>
<p><strong>Navigation Bar</strong></p>
<p>ชื่อก็บอกว่าเป็นแถบนำทางนะคะ มันก็คือสิ่งที่จะนำเราเข้าไปสู่ข้อมูลเป็นลำดับ เป็นขั้นๆไป อีกทั้งยังช่วยในการจัดการกับเนื้อหาบนหน้าจอด้วยค่ะ</p>
<p><img class="alignnone" title="navigation bar ios ui element" src="http://academy.intbizth.com/wp-content/uploads/2011/01/navigation-bar.jpg" alt="navigation bar ios ui element" width="322" height="48" /></p>
<p>http://developer.apple.com/library/safari/#documentation/UserExperience/Conceptual/MobileHIG/UIElementGuidelines/UIElementGuidelines.html</p>
<p><strong><em>Appearance and Behavior</em></strong></p>
<p>Navigation Barจะปรากฏอยู่ตรงส่วนบนของหน้าจอ ต่อลงมาจากแถบแสดงสถานะ แถบนี้จะแสดงหัวข้อของหน้านั้นๆ ซึ่งจะอยู่ตำแหน่งตรงกลางของแถบ เมื่อเข้าไปในส่วนของข้อมูลที่ลึกเข้าไปเรื่อยๆ ผู้ใช้สามารถกลับสู่หน้าก่อนหน้าด้วยการกดที่ปุ่ม back</p>
<p>ทุกๆปุ่มใน navigation bar จะเป็นแบบมีขอบ ถ้าคุณวางปุ่มแบบไม่มีกรอบลงไป ระบบก็จะเปลี่ยนเป็นแบบมีกรอบให้อัตโนมัติ</p>
<p>ข้อจำกัดที่ต่างกันระหว่างไอโฟนกับไอแพดมีอยู่ 2 อย่างคือ</p>
<p>1.บนไอโฟน การเปลี่ยนทิศทางจากแนวตั้งเป็นแนวนอน ระบบจะเปลี่ยนความสูงของแถบนี้ให้อัตโนมัติ แต่สำหรับไอแพด ความสูงและความโปร่งใสของแถบนำทางจะไม่เปลี่ยนแปลงตามการหมุนเปลี่ยนทิศทางนะคะ</p>
<p>2.บนไอโฟน จะแสดงตามขวางด้านกว้างของจอ แต่บนไอแพดจะแสดงตามมุมมอง เช่น แสดงแค่ส่วนนึงของจอที่ถูกแบ่ง ไม่ได้ยืดตามด้านขวางตลอดแนวจอค่ะ</p>
<p><strong><em>Guidelines</em></strong></p>
<p>คุณสามารถใช้สิ่งนี้จัดการกับข้อมูลในแต่ละมุมมองได้ หรือเพิ่มปุ่มควบคุมเพื่อจัดการสิ่งต่างๆในมุมมองนั้นๆได้</p>
<p><strong>1.หัวข้อ</strong>ของหน้าปัจจุบันจะเป็นหัวข้อของnavigation bar เมื่อผู้ใช้เข้าไปในส่วนหน้าใหม่ จะต้องมีสองอย่างเพิ่มเข้ามา คือ</p>
<p>1) แถบหัวข้อควรเปลี่ยนไปเป็นชื่อหัวข้อใหม่</p>
<p>2)ปุ่มback จะต้องปรากฏขึ้นมาที่ฝั่งซ้ายของหัวข้อ และมันควรจะแสดงไปกับหัวข้อของหน้าก่อนหน้า</p>
<p><strong>2.ข้อความใน navigation bar</strong> <strong>ต้องอ่านง่าย</strong> ตัวอักษรของระบบจะเป็นแบบที่อ่านได้ชัดเจนอยู่แล้ว แต่คุณสามารถเปลี่ยนไปใช้ตัวอักษรอื่นที่เหมาะสมกับดีไซน์ได้นะคะ</p>
<p><strong>3.ควรใช้ tool bar แทน navigation bar</strong> ถ้าคุณต้องการจะแสดงปุ่มควบคุมจำนวนมากขึ้น</p>
<p><strong>4. การใช้ segment control</strong> ในnavigation bar มีประโยชน์มากในการช่วยจัดการกับข้อมูลที่มีการแบ่งลำดับชั้น ทำให้ง่ายต่อผู้ใช้ในการหา แต่การใช้segment control ในนี้ คุณต้องเลือกใช้ปุ่มback อย่างถูกต้องด้วยนะคะ</p>
<p><strong>5.หลีกเลี่ยงการเพิ่มปุ่มต่างๆเข้าไปใน navigation bar</strong> นอกจากจะมีพื้นที่เพียงพอ โดยปกติ navigation bar ควรจะมีแค่หัวข้อของหน้าปัจจุบัน ปุ่ม back และอีกหนึ่งปุ่มเพื่อจัดการกับการดูข้อมูล หรืออีกกรณีคือถ้าใช้ segment control ก็ควรแสดงแค่ segment control อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ควรแสดงหัวข้อหรือปุ่มอื่นๆอีกค่ะ</p>
<p><strong>6.เลือกใช้ปุ่มที่ระบบมีไว้ให้</strong> ตามความหมายของข้อมูลที่ต้องการจะสื่อ</p>
<p><strong>7.การกำหนดสีหรือความโปร่งใสของ navigation bar</strong> คุณสามารถเปลี่ยนสีได้ตามความต้องการของคุณเพื่อให้มันดูเข้ากันกับส่วนอื่นๆของแอปพลิเคชัน หรือคุณจะทำให้เป็นแบบโปร่งใสก็ได้ถ้าต้องการจะเน้นตรงส่วนของเนื้อหามากกว่า แต่อย่างไรก็ตามถ้าคุณเปลี่ยนตามใจชอบ คุณต้องมั่นใจว่ามันเข้ากันกับส่วนอื่น ตัวอย่างเช่น ไม่ควรเอาแถบนำทางโปร่งใส ไปรวมกับแถบเครื่องมือสีทึบ และอีกอย่างก็คือไม่ควรเปลี่ยนสีหรือความโปร่งใสของ navigation bar ในแต่ละหน้าที่ดูในมุมมองเดียวกันให้ต่างกันค่ะ</p>
<p><strong>8.ไม่ควรเปลี่ยนรูปแบบของปุ่มback</strong> เพราะผู้ใช้เคยชินกับการใช้ปุ่มbackแบบสแตนดาร์ด ในการย้อนกลับอยู่แล้วค่ะ</p>
<p><strong>9.ไม่ควรสร้างหลายๆส่วนในปุ่มback</strong></p>
<p><img class="alignnone" title="multisegment back ios ui element" src="http://academy.intbizth.com/wp-content/uploads/2011/01/multisegment-back.jpg" alt="multisegment back ios ui element" width="324" height="46" /></p>
<p>http://developer.apple.com/library/safari/#documentation/UserExperience/Conceptual/MobileHIG/UIElementGuidelines/UIElementGuidelines.html</p>
<p>การสร้างหลายๆส่วนของปุ่มแบคหรือที่เรียกว่า multisegment back button จะสร้างปัญหามากมายเลยค่ะ</p>
<p>การยืดความกว้างของ multisegment back button ทำให้มันไปอยู่ติดกับส่วนของหัวข้อมากเกินไป<br />
ยิ่งมีหลายๆส่วนมากเท่าไหร่ พื้นที่ของแต่ละส่วนก็จะยิ่งเล็กลงๆ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ใช้งานยากในการเลือกอันใดอันหนึ่ง<br />
ไม่มีทางที่จะสร้าง multisegment button เพื่อบ่งชี้ถึงส่วนที่เลือกของส่วนย่อยๆแต่ละอันได้</p>
<p>ถ้าคุณคิดว่าผู้ใช้จะพลาดถ้าไม่มี multisegment back button ซึ่งแสดงแบบเดียวกับ breadcrumb มันหมายความว่า ผู้ใช้อาจลงไปในข้อมูลลึกหรือซับซ้อนเกินไป สิ่งที่คุณต้องทำคือการจัดเรียงข้อมูลให้ง่ายขึ้น</p>
<p>บนไอโฟน ความสูงของ navigation bar จะเปลี่ยนโดยอัตโนมัติ คุณต้องระวังเรื่องขนาดของมันที่คุณสร้างขึ้นมาด้วยนะคะ ว่าจะเหมาะ และสวยพอดีเมื่อมันแคบลงตอนแสดงผลบนหน้าจอแบบแนวนอนหรือไม่</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://intbizth.com/ios-ui-element-usage-guidelines-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>iPhone App Design Trends (ภาค1)</title>
		<link>http://intbizth.com/iphone-app-design-trends-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%841/</link>
		<comments>http://intbizth.com/iphone-app-design-trends-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%841/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 13 Oct 2011 18:50:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[iPhone Design]]></category>
		<category><![CDATA[iPhone App]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://intbizth.com/?p=775</guid>
		<description><![CDATA[1. ใช้หลักการทำงานของ iPhone (iPhone User Interface) การที่ดึงเอาหลักการทำงานของ interface iPhone มาใช้ทำให้ผู้ใช้งาน App ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ใหม่ ทำให้ประหยัดเวลาและพลังงาน ตัวอย่าง App ที่ออกแบบการใช้งานตามแบบ interface iPhone : Facebook ใน Facebook 3.0 คุณจะเห็นได้ว่า layout ถูกจัดไว้เป็นตาราง (grid) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลื่อนซ้าย-ขวาเพื่อดู categories อ่ืนๆได้ การที่ Facebook App ใช้การเลื่อนหน้าซ้าย-ขวา ซึ่งเป็น UI (User Interface) ของ iPhone อยู่แล้วทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้วิธีการใช้ใหม่ มันก็เหมือนกับการออกแบบเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เว็บไซต์มักจะคาดหวังว่าจะได้เห็นโลโก้อยู่ที่มุมซ้ายบน, และเมนูเว็บ (navigation) จะทอดยาวอยู่บ้านบน เป็นต้น นอกจากนี้ Facebook ยังออกแบบให้ปุ่มมีขนาดใหญ่เพื่อให้เห็นรายละเอียดและสัมผัสได้ง่าย facebook iPhone App Design Trends (ภาค1) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>1. ใช้หลักการทำงานของ iPhone (iPhone User Interface)</p>
<p>การที่ดึงเอาหลักการทำงานของ interface iPhone มาใช้ทำให้ผู้ใช้งาน App ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการใช้ใหม่ ทำให้ประหยัดเวลาและพลังงาน</p>
<p>ตัวอย่าง App ที่ออกแบบการใช้งานตามแบบ interface iPhone :</p>
<p>Facebook</p>
<p>ใน Facebook 3.0 คุณจะเห็นได้ว่า layout ถูกจัดไว้เป็นตาราง (grid) ซึ่งผู้ใช้สามารถเลื่อนซ้าย-ขวาเพื่อดู categories อ่ืนๆได้ การที่ Facebook App ใช้การเลื่อนหน้าซ้าย-ขวา ซึ่งเป็น UI (User Interface) ของ iPhone อยู่แล้วทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้วิธีการใช้ใหม่ มันก็เหมือนกับการออกแบบเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เว็บไซต์มักจะคาดหวังว่าจะได้เห็นโลโก้อยู่ที่มุมซ้ายบน, และเมนูเว็บ (navigation) จะทอดยาวอยู่บ้านบน เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ Facebook ยังออกแบบให้ปุ่มมีขนาดใหญ่เพื่อให้เห็นรายละเอียดและสัมผัสได้ง่าย</p>
<p><img alt="iPhone App Design Trend" src="http://www.thaifreelanceagency.com/wp-content/uploads/2010/12/facebook.png" title="social network" class="alignnone" width="320" height="460" /></p>
<p>facebook iPhone App Design Trends (ภาค1)</p>
<p>2. ออกแบบให้เรียบง่ายมากย่ิงขึ้น</p>
<p>การออกแบบ interface ให้ใช้งานง่าย ส่ิงที่สำคัญที่สุดคืออะไร? คำตอบง่ายนิดเดียว นั่นก็คือ ผู้ใช้ หรือ user นั่นเอง และส่ิงที่เราต้องรู้ก็คือ ‘อะไรคือส่ิงที่ผู้ใช้ต้องการ’ และ ‘เราจะนำเสนอส่ิงที่พวกเค้าต้องการได้อย่างไร ในเมื่อพวกเค้าไม่ได้แจ้งเราให้ทราบล่วงหน้าว่าเค้ามักจะบริโภคข้อมูลอะไรจาก App ของเรา’</p>
<p>ตัวอย่างในกรณีของ Flickr (Flickr เป็นเว็บไซต์ social network ที่รวบรวมรูปภาพจากทั่วทุกมุมโลก www.flickr.com)</p>
<p>Flickr เป็น app ที่ถือได้ว่าออกแบบได้อย่างลงตัวทั้งในด้านดีไซน์และฟังก์ชั่นการใช้งาน เราลองมาคิดดูกันว่าข้อมูลหลักของ Flickr คืออะไร? คำตอบคือ รูปภาพ ดังนั้นผู้ใช้คงไม่อยากจะเห็นเมนู (navigation) หรือ องค์ประกอบอ่ืนๆ ใหญ่ๆ แน่นอน เพราะส่ิงที่พวกเค้าอยากเห็นก็คือรูปภาพ Flickr ออกแบบให้ฟังก์ชั่นหลักๆที่ต้องใช้สามารถทำได้ภายในรูปภาพเอง โดยแทบจะไม่ต้องใช้ navigation มาเป็นตัวจัดการเลย เรียบง่ายและฉลาดมากๆค่ะ</p>
<p><img alt="" src="http://www.thaifreelanceagency.com/wp-content/uploads/2010/12/flickr.png" title="iPhone App Design Trends" class="alignnone" width="320" height="460" /></p>
<p>flickr iPhone App Design Trends (ภาค1)</p>
<p>3. ดูดีแบบฮาร์ดแวร์</p>
<p>มี utilities หลายตัวที่เร่ิมฉีกรูปแบบเดิมๆของ iPhone เพื่อจะได้ใช้ข้อดีของการสัมผัสด้วยนิ้ว ให้เป็นประโยชน์ โดย interface ก็เป็นแบบที่ผู้ใช้คุ้นเคย แต่ยังคงให้ความรู้สึกใหม่ต่อผู้ใช้อยู่เสมอ พวกฟังก์ชั่นกดแล้วเด้งๆ ก็ยังให้ความรู้สึกใหม่กับผู้ใช้ตั้งแต่คลิกแรกจนถึงคลิกที่พัน แล้วก็สร้างหน้าตา interface ให้ออกมาดูเป็นฮาร์ดแวร์ เน้นความเงาวิ๊ง เพื่อให้เหมือนของจริง</p>
<p>Little Snapper</p>
<p>‘Little Snapper’ ล้อเลียนการเลือกโหมดถ่ายรูปแบบกล้อง DSLR</p>
<p><img alt="" src="http://www.thaifreelanceagency.com/wp-content/uploads/2010/12/littleSnapper.png" title="Little Snapper" class="alignnone" width="320" height="460" /></p>
<p>littleSnapper iPhone App Design Trends (ภาค1)</p>
<p>4. list รายการแบบดูดีมีชาติตระกูล</p>
<p>เมื่อผู้ใช้เจอ list รายการส่ิงที่พวกเค้าจะทำคือดูผ่านๆ ไม่เก็บรายละเอียด ส่ิงที่ดีไซน์เนอร์ต้องทำก็คือจะดึงดูดความสนใจของผู้ใช้ได้อย่างไร? คำตอบก็คือ พยายามทำให้สื่อออกมาเป็นภาพ</p>
<p>โดยพื้นฐานผู้ใช้จะหาว่าใน list มีอะไรบ้าง แล้วจึงเลือกว่าจะเข้าไปดูข้อมูลในส่วนไหนต่อ ซึ่งการที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถหาส่ิงต่างๆได้สะดวก ก็คือปุ่มที่ใหญ่และสวยงาม เพราะการทีออกแบบปุ่มให้ใหญ่จะทำให้สามารถใส่ข้อมูล (information) ลงไปได้มาก ข้อมูลที่กล่าวถึงก็คือสีสัน, ไอคอน (icon), และ ตัวหนังสือ</p>
<p>Delivery Status Touch</p>
<p>การเลือกใช้สีที่ลงตัวบนปุ่มขนาดใหญ่ของ ‘Delivery Status’ เพื่อแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละปุ่มอย่างชัดเจน แถมยังมีการจัด layout ของตัวหนังสืออย่างลงตัว เน้นในส่วนที่เป็นข้อความสำคัญๆ</p>
<p><img alt="" src="http://www.thaifreelanceagency.com/wp-content/uploads/2010/12/delivery_status.png" title="Delivery Status Touch" class="alignnone" width="320" height="460" /></p>
<p>ที่มา : thaifreelanceagency.com</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://intbizth.com/iphone-app-design-trends-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%841/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Web Usability คืออะไร</title>
		<link>http://intbizth.com/web-usability-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://intbizth.com/web-usability-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 23 Sep 2011 06:02:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Web Design]]></category>
		<category><![CDATA[usability]]></category>
		<category><![CDATA[web design]]></category>
		<category><![CDATA[web usability]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://localhost/intbizth/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[Web usability คือ การทำให้เว็บของคุณใช้งานง่าย โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษ จุดประสงค์ของการคำนึงถึงหลัก usability คือ 1. นำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้อย่างชัดเจนและกระชับ ผู้ใช้เว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่นิยมอ่านเนื้อหาเยอะๆ พวกเค้าจะแค่กวาดสายตา (scan) เพื่อหาเฉพาะส่ิงที่เค้าสนใจ หรือ กำลังค้นหาอยู่เท่านั้น ดังนั้นการใส่เนื้อหาที่ไม่ใช่สาระสำคัญลงไปจะทำให้ผู้ใช้สับสน และล้มเลิกความพยายามในการหาส่ิงต่างๆในเว็บคุณ 2. มีตัวเลือก และ ทางเลือกที่ชัดเจนให้กับผู้ใช้ หลังจากที่ผู้ใช้เว็บไซต์ scan เนื้อหา และพบส่ิงที่คิดว่า “น่าจะใช่” ส่ิงที่ตนกำลังค้นหาอยู่ พวกเค้าจะคลิกมัน พวกเค้าจะไม่เสียเวลาในการพิจารณาว่ามันใช่ส่ิงที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากมันไม่ใช่ พวกเค้าก็แค่คลิก ‘back’ แต่ก็จะมีข้อแม้อยู่ว่าผู้ใช้ก็มักจะมีควาอดทนต่ำ ถ้าพวกเค้าคลิกไปใน direction ที่ผิดๆ 2-3 ครั้งเค้าก็อาจจะล้มเลิกความตั้งใจในการค้นได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าหากเรามีการจัดการกับเนื้อหาที่ดีผู้ใช้ก็จะไม่หลงทางไปกับการคลิกไปดูในส่ิงที่เค้าไม่ได้สนใจอยู่ 3. กำจัดความกำกวมเกี่ยวกับ “ผลของการกระทำ” นักออกแบบไม่ควรให้ผู้ใช้เว็บไซต์ต้องคิดหรือตีความปุ่ม interactive ต่างๆ ว่าถ้ากดไปแล้วจะเป็นอย่างไร เช่น จะมีอะไรเกิดขึ้น หลังการคลิกปุ่ม delete/remove/purchase 4. จัดวางส่ิงที่สำคัญที่สุดได้ถูกที่บนหน้าเว็บไซต์ นักออกแบบรู้อยู่แล้วว่าในเว็บไซต์ที่ออกแบบนั้น อะไรคือส่ิงสำคัญที่ต้องการจะเน้นให้เด่นชัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://intbizth.com/web-usability-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/">Web usability</a> คือ การทำให้เว็บของคุณใช้งานง่าย โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้อะไรเป็นพิเศษ จุดประสงค์ของการคำนึงถึงหลัก usability คือ</p>
<p>1. นำเสนอข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้อย่างชัดเจนและกระชับ<br />
ผู้ใช้เว็บไซต์ส่วนใหญ่ไม่นิยมอ่านเนื้อหาเยอะๆ พวกเค้าจะแค่กวาดสายตา (scan) เพื่อหาเฉพาะส่ิงที่เค้าสนใจ หรือ กำลังค้นหาอยู่เท่านั้น ดังนั้นการใส่เนื้อหาที่ไม่ใช่สาระสำคัญลงไปจะทำให้ผู้ใช้สับสน และล้มเลิกความพยายามในการหาส่ิงต่างๆในเว็บคุณ</p>
<p>2. มีตัวเลือก และ ทางเลือกที่ชัดเจนให้กับผู้ใช้<br />
หลังจากที่ผู้ใช้เว็บไซต์ scan เนื้อหา และพบส่ิงที่คิดว่า “น่าจะใช่” ส่ิงที่ตนกำลังค้นหาอยู่ พวกเค้าจะคลิกมัน พวกเค้าจะไม่เสียเวลาในการพิจารณาว่ามันใช่ส่ิงที่ถูกต้องหรือไม่ ถ้าหากมันไม่ใช่ พวกเค้าก็แค่คลิก ‘back’ แต่ก็จะมีข้อแม้อยู่ว่าผู้ใช้ก็มักจะมีควาอดทนต่ำ ถ้าพวกเค้าคลิกไปใน direction ที่ผิดๆ 2-3 ครั้งเค้าก็อาจจะล้มเลิกความตั้งใจในการค้นได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าหากเรามีการจัดการกับเนื้อหาที่ดีผู้ใช้ก็จะไม่หลงทางไปกับการคลิกไปดูในส่ิงที่เค้าไม่ได้สนใจอยู่</p>
<p>3. กำจัดความกำกวมเกี่ยวกับ “ผลของการกระทำ”<br />
นักออกแบบไม่ควรให้ผู้ใช้เว็บไซต์ต้องคิดหรือตีความปุ่ม interactive ต่างๆ ว่าถ้ากดไปแล้วจะเป็นอย่างไร เช่น จะมีอะไรเกิดขึ้น หลังการคลิกปุ่ม delete/remove/purchase</p>
<p>4. จัดวางส่ิงที่สำคัญที่สุดได้ถูกที่บนหน้าเว็บไซต์<br />
นักออกแบบรู้อยู่แล้วว่าในเว็บไซต์ที่ออกแบบนั้น อะไรคือส่ิงสำคัญที่ต้องการจะเน้นให้เด่นชัด เพื่อให้ผู้ใช้เว็บไซต์เห็นได้อย่างสะดุดตา</p>
<p>ส่วนหลักการอื่นๆของ Website Usability จะมีอะไรบ้างคอยติดตามต่อไปนะคะ หรือจะ follow twitter ได้ที่ @sasiwimon ก็ได้นะคะ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://intbizth.com/web-usability-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

